สปริงและวิธีการเลือกใช้สปริง
สปริงแบ่งออกเป็น 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐานญี่ปุ่น ( Japan ) และ มาตรฐาน ยุโรป ( Europe )
1. มาตรฐานญี่ปุ่น Japan ( JIS B5012 )
Check Spec Spring TF, TL, TM, TH, TB, TR, TY,
2. มาตรฐานยุโรป Europe ( ISO 10243 ) Check Spec SpringISO.pdf
ตารางสปริงมาตฐานญี่ปุ่น ( Japan JIS B 5012 )

การเลือกใช้สปริงโดยง่ายสามารถดูได้จาก
1) สีของสปริง
2) Code ตัวหลัง เช่น R, Y, F, L, M, H และ B
ตัวหน้าจะเป็นสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิต ตัวหลังจะเป็นมาตรฐาน ( JIS B5012 ) ใช้ Code ตัวหลังเหมือนกัน กรณีสปริงที่มาจากทางยุโรปต้องเช็คก่อนว่าความโต ความหนา และหน้าตัดของสปริงขนาดเท่าไหร่ เพราะแต่ละสีของมตรฐานยุโรปนั้นจะกลับกันกับมาตรฐานญี่ปุ่น ไม่สามารถเทียบความแข็งจากสีเดียวกันได้ต้องตรวจสอบและเช็ครายละเอียดให้ดีก่อน
ปกติสปริงบ้านเราจะมีการนำเข้าจากหลายประเทศ และหลายยี่ห้อ ซึ่งถ้าเทียบกันโดยความจริงแล้ว ถ้ามาตรฐานเดียวกันแรงกดของสปริงก็ใกล้เคียงกันอายุการใช้งานก็ใกล้เคียงกัน ส่วนที่แตกต่างก็คือด้านราคา คุณภาพความน่าเชื่อถือของประเทศและบริษัทฯ ที่ผลิตสปริงเท่านั้น แต่ละสีของสปริงนั้นได้แยกแยะความจำเป็นในการใช้งาน โดยแบ่งแยกเป็นสีเพื่อให้สะดวกต่อการเลือกใช้งานได้เหมาะสม โดยส่วนมากสปริงที่ใช้กับแม่พิมพ์ปั๊มโลหะนั้นจะเป็นสปริงที่ต้องรับแรงกดได้มากกว่า เพราะแรงกด และแรงดันกลับของสปริงจะมีผลกับชิ้นงานที่ได้ออกมา สปริงที่ใช้ในงานปั๊มส่วนมากจะเริ่มตั้งแต่สีน้ำเงินเป็นต้นไป
วิธีเลือกใช้สปริงโดยทั่วไป และ ข้อควรระวัง
1) เลือกดูขนาดโตนอก (แรงกดจะเน้นโตนอกเป็นสำคัญ) รูใน ว่าสิ่งไหนสำคัญกว่า เพราะงานแต่ละชนิดอาจจะกำหนดโตนอกไว้ หรือไม่ก็มีแกนในโตนอกอิสระ
2) กรณีที่ต้องใช้แกนร้อยรูสปริง ต้องเลือกแกนที่โตใกล้เคียงกับขนาดของรูในและแกนนั้นจะต้องเป็นผิวเรียบ เพื่อที่จะสามารถบังคับประคองสปริงให้ตรงและไม่หักงอง่าย
3) กรณีที่ต้องใส่สปริงลงในเบ้า หรือรูที่คว้านเอาไว้ ต้องแน่ใจว่ารูนั้นจะต้องเรียบ และขอบรูต้อไม่มีคม ขนาดของรูต้องใหญ่กว่าขนาดของความโตสปริง ความลึกจะต้องมากพอเพื่อไม่ให้สปริงหลุดหรือกระเด็นออกเวลาสปริงยุบตัว
4) เมื่อครบตามจำนวนครั้งที่ใช้งานจะต้องเปลี่ยนสปริงทั้งชุด ห้ามเปลี่ยนทีละตัว เพราะแรงกดจะไม่เท่ากันและไม่สม่ำเสมอจะทำให้แม่พิมพ์เสียหาย
5) ควรเลือกใช้สปริงที่มีขนาดเดียวกัน เพราะสปริงต่างขนาดกัน แรงกดจะไม่เท่ากันจะมีผลทำให้สปริงตัวที่แข็งกว่าเสียหายเร็วกว่าปกติ และอาจมีผลถึงแม่พิมพ์ด้วย
6) กรณีที่สปริงมีความยาวมากเกินไปห้ามตัดหรือดัดแปลงให้สปริงให้เสียรูป เพราะจะทำให้คุณสมบัติของสปริงเสียไป
7) ควรเลือกใช้สปริงพร้อมกับการออกแบบแม่พิมพ์ เพาะจะได้หาสปริงได้ตรงตามขนาดมาตรฐานสปริงที่มีอยู่ อย่ารอจนแม่พิมพ์เสร็จแล้วจึงหาสปริงจะทำให้ยากต่อการเลือกใช้สปริงตามมาตรฐาน
8) ควรหลีกเลี่ยงการใช้สปริงสั้น ๆ มาต่อกัน เพราะจะทำให้คุณสมบัติของสปริงนั้นด้อยลง กรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ทำแผ่นรองและมีแกนร้อยสปริงให้ยึดแน่นเข้าหากันเพื่อที่จะได้บังคับสปริงให้ กด และ ดันกลับเป็นแนวตรงเหมือนเดิม
1) สีของสปริง
2) Code ตัวหลัง เช่น R, Y, F, L, M, H และ B
ตัวหน้าจะเป็นสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิต ตัวหลังจะเป็นมาตรฐาน ( JIS B5012 ) ใช้ Code ตัวหลังเหมือนกัน กรณีสปริงที่มาจากทางยุโรปต้องเช็คก่อนว่าความโต ความหนา และหน้าตัดของสปริงขนาดเท่าไหร่ เพราะแต่ละสีของมตรฐานยุโรปนั้นจะกลับกันกับมาตรฐานญี่ปุ่น ไม่สามารถเทียบความแข็งจากสีเดียวกันได้ต้องตรวจสอบและเช็ครายละเอียดให้ดีก่อน
ปกติสปริงบ้านเราจะมีการนำเข้าจากหลายประเทศ และหลายยี่ห้อ ซึ่งถ้าเทียบกันโดยความจริงแล้ว ถ้ามาตรฐานเดียวกันแรงกดของสปริงก็ใกล้เคียงกันอายุการใช้งานก็ใกล้เคียงกัน ส่วนที่แตกต่างก็คือด้านราคา คุณภาพความน่าเชื่อถือของประเทศและบริษัทฯ ที่ผลิตสปริงเท่านั้น แต่ละสีของสปริงนั้นได้แยกแยะความจำเป็นในการใช้งาน โดยแบ่งแยกเป็นสีเพื่อให้สะดวกต่อการเลือกใช้งานได้เหมาะสม โดยส่วนมากสปริงที่ใช้กับแม่พิมพ์ปั๊มโลหะนั้นจะเป็นสปริงที่ต้องรับแรงกดได้มากกว่า เพราะแรงกด และแรงดันกลับของสปริงจะมีผลกับชิ้นงานที่ได้ออกมา สปริงที่ใช้ในงานปั๊มส่วนมากจะเริ่มตั้งแต่สีน้ำเงินเป็นต้นไป
วิธีเลือกใช้สปริงโดยทั่วไป และ ข้อควรระวัง
1) เลือกดูขนาดโตนอก (แรงกดจะเน้นโตนอกเป็นสำคัญ) รูใน ว่าสิ่งไหนสำคัญกว่า เพราะงานแต่ละชนิดอาจจะกำหนดโตนอกไว้ หรือไม่ก็มีแกนในโตนอกอิสระ
2) กรณีที่ต้องใช้แกนร้อยรูสปริง ต้องเลือกแกนที่โตใกล้เคียงกับขนาดของรูในและแกนนั้นจะต้องเป็นผิวเรียบ เพื่อที่จะสามารถบังคับประคองสปริงให้ตรงและไม่หักงอง่าย
3) กรณีที่ต้องใส่สปริงลงในเบ้า หรือรูที่คว้านเอาไว้ ต้องแน่ใจว่ารูนั้นจะต้องเรียบ และขอบรูต้อไม่มีคม ขนาดของรูต้องใหญ่กว่าขนาดของความโตสปริง ความลึกจะต้องมากพอเพื่อไม่ให้สปริงหลุดหรือกระเด็นออกเวลาสปริงยุบตัว
4) เมื่อครบตามจำนวนครั้งที่ใช้งานจะต้องเปลี่ยนสปริงทั้งชุด ห้ามเปลี่ยนทีละตัว เพราะแรงกดจะไม่เท่ากันและไม่สม่ำเสมอจะทำให้แม่พิมพ์เสียหาย
5) ควรเลือกใช้สปริงที่มีขนาดเดียวกัน เพราะสปริงต่างขนาดกัน แรงกดจะไม่เท่ากันจะมีผลทำให้สปริงตัวที่แข็งกว่าเสียหายเร็วกว่าปกติ และอาจมีผลถึงแม่พิมพ์ด้วย
6) กรณีที่สปริงมีความยาวมากเกินไปห้ามตัดหรือดัดแปลงให้สปริงให้เสียรูป เพราะจะทำให้คุณสมบัติของสปริงเสียไป
7) ควรเลือกใช้สปริงพร้อมกับการออกแบบแม่พิมพ์ เพาะจะได้หาสปริงได้ตรงตามขนาดมาตรฐานสปริงที่มีอยู่ อย่ารอจนแม่พิมพ์เสร็จแล้วจึงหาสปริงจะทำให้ยากต่อการเลือกใช้สปริงตามมาตรฐาน
8) ควรหลีกเลี่ยงการใช้สปริงสั้น ๆ มาต่อกัน เพราะจะทำให้คุณสมบัติของสปริงนั้นด้อยลง กรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ทำแผ่นรองและมีแกนร้อยสปริงให้ยึดแน่นเข้าหากันเพื่อที่จะได้บังคับสปริงให้ กด และ ดันกลับเป็นแนวตรงเหมือนเดิม